แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเปลี่ยนแปลง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเปลี่ยนแปลง แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
สวัสดีบึงแก่นนคร
เขียนโดย
Unknown
ที่
11:11
อันเนื่องมาจากการไปทำงานต่างจังหวัด คราวนี้มาขอนแก่น อยากลองเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต สำหรับการมาทำงานต่างจังหวัดดูบ้าง
พอไปถึงเลยออกไปวิ่งรอบบึงแก่นนคร จุดประสงค์หลักคือต้องการเอาชนะใจตัวเอง ที่มันไม่ได้วิ่งมาเป็นปีแล้ว ดูซิว่าจิตใจยังแข็งแกร่งพอที่จะส่งแรงไปให้กับร่างกายได้ไหม?
เดินจากที่พัก ไปจนถึงบึงแก่นนคร แล้วจึงวิ่ง ๆ เดิน ๆ ไปเรื่อย ๆ ครบรอบบึงแล้วเดินกลับที่พัก ด้วยระยะทางรอบบึงประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ทำให้มองเห็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งที่มาขอนแก่นเป็นสิบครั้ง มาที่บึงแก่นนครตามหลายครั้ง แต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลย
ระหว่างที่วิ่งมองไปรอบตัวก็พบเห็นกับหลายสิ่งหลายอย่าง คนมาวิ่งออกกำลังกาย มาเดี่ยว มาคู่ บางคนจูงหมามาเดินเล่น บ้างขี่จักรยาน บ้างมานั่งพักผ่อน บ้างก็มีของกินมานั่งกินกันด้วย
หลายคนก็เดินไปเรื่อย ๆ มีทุกวัย ทั้งเดิน วัยรุ่น หนุ่มสาว และสูงอายุ คนเหล่านี้ เมื่อหมดหน้าที่ในชีวิตประจำวันก็คงมาที่บึงแก่นนครนี่แหละ
เพื่อผ่อนคลาย เพื่อออกกำลัง เพื่อมาเดินชมนกชมไม้ เพื่อมาเดินชมสาว ๆ แต่สิ่งที่เหมือน ๆ กันก็คือ ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ ไม่กดดัน ไม่เครียด
เป็นการออกวิ่งในสถานที่แปลกใหม่ ที่มีความสุขมาก เพราะเพียงเห็นคนมีความสุข หรือเมื่ออยู่ในกลุ่มคนที่มีความสุข ตัวเราเองก็มีความสุขไปด้วยแล้ว
เมื่อกลับมาสำรวจตัวเอง ก็พบว่าจิตใจยังแข็งแกร่ง พอที่จะส่งแรงไปให้ร่างกายทำจนครบตามความตั้งใจได้ แม้ว่าผลลัพธ์จะทำให้แข้งขาตึงไปหมด
แต่ทั้งร่างกายและจิตใจก็แข็งแรงขึ้นตามไปด้วย ไม่มีการเจริญเติบโตใด ที่ไม่แลกมาด้วยความเจ็บปวดหรอก
โลกเรานี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ลองทำ หรือพบเห็น หากไม่เริ่มและเมื่อไหร่จะเจอะเจอ
สวัสดีบึงแก่นนคร
วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554
พิมพิลาไล ยังกลายเป็นวันทอง..
เขียนโดย
Unknown
ที่
08:01
อากาศร้อน ๆ เมื่อคืนฝนก็ตกลงมาพอให้ความร้อนจากพื้นดินระอุขึ้นมาอีกหน่อย..
ช่วงหลัง ๆ นี่มีอาการเบื่อ ๆ ผู้คน จนอยากรู้จักคนอื่น ๆ ใหม่ ๆ บ้าง เข้ามาเป็นประสบการณ์ชีวิตใหม่ ๆ เป็นแรงจูงใจให้ทำงานต่อ.
ถึงจะพยายามปรับปรุงตัวให้ปล่อยวางได้มากแล้วก็เถอะ หากเรายังไม่ได้บรรลุธรรม ใครก็ยังคงต้องวนเวียนอยู่ในรัก โลภ โกรธ หลง นี่แหละ.
แต่ยังไงก็ไม่ได้พยายามจะบรรลุธรรมหรอกนะ แค่พยายามอยู่อย่างทุกข์น้อยที่สุด เบียดเบียนน้อยที่สุด ก็เท่านั้นเอง
คนเราขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเองทั้งนั้น ทำดีก็สุข ทำไม่ดีก็ทุกข์ อยากทุกข์น้อย ๆ ก็ทำดีให้มาก ๆ การทำดีก็คงต้องครบทั้ง คิดดี พูดดี ทำดี ส่วนตัวก็คิดดี ทำดี อยู่แล้วนะ ติดแต่ตรงเรื่องการพูดนี่แหละ อาจจะพูดดีบ้างเลวบ้าง ก็คงต้องขออภัยทุกท่านที่คำพูดของผมบางคำกระทบกระเทือน
หรือทำให้เสียใจ หรือเสียความรู้สึกนะ นับจากวันนี้คงจะไม่ได้ยินอีกแล้วละ จะดำเนินตัวอย่างน้ำนิ่งในบ่อหินน้อย นิ่งใสไร้ตะกอน ไม่ว่าจะเป็นตะกอนคำพูด หรือตะกอนการกระทำ
การพูดคุยกับผู้อื่นไม่ว่าใครก็ตามย่อมเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง. ประโยชน์มีตลอดขึ้นอยู่กับจะพูดแล้วคิด คิดแล้วทำ หรือพูดแล้วไม่คิด หรือคิดแล้วไม่ทำ เท่านั้น
ช่วงนี้มีข่าวเรื่องการพูด การกระทำของคนหนึ่งที่บอกว่าสามารถเห็นกรรมของคนอื่นในอดีตได้ โดยจับความว่าเมื่อมีกรรม ย่อมมีผลแห่งกรรมนั้น และบอกว่าสามารถบอกวิธีแก้กรรมนั้น ๆ ได้
เห็นข่าว เห็นหนังสือของคนนี้มานานแล้ว เคยเห็น รู้ แต่ไม่เคยเชื่อ ใครจะสามารถแก้กรรมของตัวเองได้กัน ใครจะสามารถมองเห็นกรรมของคนอื่นกัน ไม่เข้าใจว่าคนเราเชื่อไปได้อย่างไร
ทำให้คน ๆ นี้มีลูกศิาย์ที่เชื่อถือเยอะแยะ ไม่ได้โต้แย้งอะไร แต่อยากจะบอกว่า สิ่งที่พุทธศาสนาสอนก็คือ หนทางดับทุกข์ โดยผู้ที่จะสืบทอดคำสอน จะต้องเป็นผู้ชี้แนะแนวทางนั้น และพยายามชี้ทางที่ถูกที่ควร ดังนั้นทำไมผู้ที่ต้องสืบทอดคำสอนไม่แนะนำคน ๆ นี้ ถึงแนวทางที่ถูกต้อง ทั้งที่เป็นคนที่อยู่ในการดูแลนะ ไม่เข้าใจเลย
ปล่อยเรื่องรอบตัว และเรื่องในสังคมทิ้งไปอีกที ช่วงนี้อ่านเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้จากการอ่านก็คือ ความเก่ง ความสามารถของผู้แต่ง ความสวยงามของภาษา ที่ทำเป็นบทเสภานี้
พร้อมทั้งตอบคำถามที่คาใจตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นคำถามคาใจสำหรับอีกหลาย ๆ คนด้วย อย่างขุนช้าง ขุนแผน และวันทอง เกี่ยวข้องกันยังไง ทำไมพิมพิลาไล ถึงเปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง
อะไรประมาณนี้ แล้วยังทำให้จินตนาการมองเห็นสังคมความเป็นอยู่ผู้คนของเราในสมัยก่อน หนังสือเรื่องนี้มีสองเล่มจบ เมื่อสงกรานต์ ซื้อหนังสือมาหลายเล่ม รออ่าน ทั้งขุนช้าง ขุนแผน พระอภัยมณี ขุนศึก อิเหนา แค่ชุดนี้ก็คงอ่านกันไปยาว ๆ แล้ว หนังสือบางเล่มก็ไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือใหญ่ ๆ ก็นับว่าโชคดีที่ได้คุยกับผู้ช่วยบรรณาธิการที่ทำหนังสือ ที่ช่วยให้ความกระจ่างก่อนจะตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้นะครับ
พอซื้อแล้วก็ตามมาด้วยคำพูดกระทบกระเทียบว่าอ่านแต่หนังสือที่ตัวเอกเจ้าชู้ทั้งนั้น อยากจะบอกว่า มันเป็นค่านิยมของคนสมัยก่อนนะ ที่ต้องมีเมียมีลูกเยอะ ๆ เพราะการแพทย์ยังไม่เจริญ ผู้คนอายุสั้น เด็ก ๆ โตเป็นผู้ใหญ่ได้น้อย
เลยต้องมีเผื่อ ๆ ไว้ เพื่อการสืบพงศ์พันธ์นะ แต่สมัยนี้ค่านิยมนี้ควรต้องลบออกไปได้แล้ว ประชากรโลกเกือบ 7,000 ล้านคน แทบจะขี่คอกันอยู่อยู่แล้ว คิดใหม่กันได้แล้วนะพวกเจ้าชู้ทั้งหลาย..
ความสุข ความทุกข์ของขึ้นอยู่กับกรรม หรือการกระทำของเรานั่นเอง.. ทำอะไรก็ต้องยอมรับผลตอบแทนจากการกระทำนั้น ๆ
ไม่มีใครแก้กรรมได้ แต่เลือกที่จะก่อกรรมได้ว่าจะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่ว
ผลกรรมที่ย้อนกลับมาอาจจะช้าบ้าง เร็วบ้างแต่ย่อมได้รับกันทุกคน
ขุนแผนเก่งกาจ ยังต้องติดคุก นางพิมพิลาไล ก็ต้องรับกรรมจากคำพูดของตัวเอง
ส่วนตัวก็แค่คิดได้ขึ้นอีกนิดนึง หนอนน้อยก็ลอกคราบเป็นหนอนตัวใหม่ ที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นผีเสื้อต่อไป..
เป็นหนอนที่เบียดเบียนโลกนี้และผู้อื่นให้น้อยที่สุด
และพยายามเป็นประโยชน์ต่อโลกนี้และผู้อื่นให้มากที่สุด..
ช่วงหลัง ๆ นี่มีอาการเบื่อ ๆ ผู้คน จนอยากรู้จักคนอื่น ๆ ใหม่ ๆ บ้าง เข้ามาเป็นประสบการณ์ชีวิตใหม่ ๆ เป็นแรงจูงใจให้ทำงานต่อ.
ถึงจะพยายามปรับปรุงตัวให้ปล่อยวางได้มากแล้วก็เถอะ หากเรายังไม่ได้บรรลุธรรม ใครก็ยังคงต้องวนเวียนอยู่ในรัก โลภ โกรธ หลง นี่แหละ.
แต่ยังไงก็ไม่ได้พยายามจะบรรลุธรรมหรอกนะ แค่พยายามอยู่อย่างทุกข์น้อยที่สุด เบียดเบียนน้อยที่สุด ก็เท่านั้นเอง
คนเราขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเองทั้งนั้น ทำดีก็สุข ทำไม่ดีก็ทุกข์ อยากทุกข์น้อย ๆ ก็ทำดีให้มาก ๆ การทำดีก็คงต้องครบทั้ง คิดดี พูดดี ทำดี ส่วนตัวก็คิดดี ทำดี อยู่แล้วนะ ติดแต่ตรงเรื่องการพูดนี่แหละ อาจจะพูดดีบ้างเลวบ้าง ก็คงต้องขออภัยทุกท่านที่คำพูดของผมบางคำกระทบกระเทือน
หรือทำให้เสียใจ หรือเสียความรู้สึกนะ นับจากวันนี้คงจะไม่ได้ยินอีกแล้วละ จะดำเนินตัวอย่างน้ำนิ่งในบ่อหินน้อย นิ่งใสไร้ตะกอน ไม่ว่าจะเป็นตะกอนคำพูด หรือตะกอนการกระทำ
การพูดคุยกับผู้อื่นไม่ว่าใครก็ตามย่อมเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง. ประโยชน์มีตลอดขึ้นอยู่กับจะพูดแล้วคิด คิดแล้วทำ หรือพูดแล้วไม่คิด หรือคิดแล้วไม่ทำ เท่านั้น
ช่วงนี้มีข่าวเรื่องการพูด การกระทำของคนหนึ่งที่บอกว่าสามารถเห็นกรรมของคนอื่นในอดีตได้ โดยจับความว่าเมื่อมีกรรม ย่อมมีผลแห่งกรรมนั้น และบอกว่าสามารถบอกวิธีแก้กรรมนั้น ๆ ได้
เห็นข่าว เห็นหนังสือของคนนี้มานานแล้ว เคยเห็น รู้ แต่ไม่เคยเชื่อ ใครจะสามารถแก้กรรมของตัวเองได้กัน ใครจะสามารถมองเห็นกรรมของคนอื่นกัน ไม่เข้าใจว่าคนเราเชื่อไปได้อย่างไร
ทำให้คน ๆ นี้มีลูกศิาย์ที่เชื่อถือเยอะแยะ ไม่ได้โต้แย้งอะไร แต่อยากจะบอกว่า สิ่งที่พุทธศาสนาสอนก็คือ หนทางดับทุกข์ โดยผู้ที่จะสืบทอดคำสอน จะต้องเป็นผู้ชี้แนะแนวทางนั้น และพยายามชี้ทางที่ถูกที่ควร ดังนั้นทำไมผู้ที่ต้องสืบทอดคำสอนไม่แนะนำคน ๆ นี้ ถึงแนวทางที่ถูกต้อง ทั้งที่เป็นคนที่อยู่ในการดูแลนะ ไม่เข้าใจเลย
ปล่อยเรื่องรอบตัว และเรื่องในสังคมทิ้งไปอีกที ช่วงนี้อ่านเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้จากการอ่านก็คือ ความเก่ง ความสามารถของผู้แต่ง ความสวยงามของภาษา ที่ทำเป็นบทเสภานี้
พร้อมทั้งตอบคำถามที่คาใจตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นคำถามคาใจสำหรับอีกหลาย ๆ คนด้วย อย่างขุนช้าง ขุนแผน และวันทอง เกี่ยวข้องกันยังไง ทำไมพิมพิลาไล ถึงเปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง
อะไรประมาณนี้ แล้วยังทำให้จินตนาการมองเห็นสังคมความเป็นอยู่ผู้คนของเราในสมัยก่อน หนังสือเรื่องนี้มีสองเล่มจบ เมื่อสงกรานต์ ซื้อหนังสือมาหลายเล่ม รออ่าน ทั้งขุนช้าง ขุนแผน พระอภัยมณี ขุนศึก อิเหนา แค่ชุดนี้ก็คงอ่านกันไปยาว ๆ แล้ว หนังสือบางเล่มก็ไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือใหญ่ ๆ ก็นับว่าโชคดีที่ได้คุยกับผู้ช่วยบรรณาธิการที่ทำหนังสือ ที่ช่วยให้ความกระจ่างก่อนจะตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้นะครับ
พอซื้อแล้วก็ตามมาด้วยคำพูดกระทบกระเทียบว่าอ่านแต่หนังสือที่ตัวเอกเจ้าชู้ทั้งนั้น อยากจะบอกว่า มันเป็นค่านิยมของคนสมัยก่อนนะ ที่ต้องมีเมียมีลูกเยอะ ๆ เพราะการแพทย์ยังไม่เจริญ ผู้คนอายุสั้น เด็ก ๆ โตเป็นผู้ใหญ่ได้น้อย
เลยต้องมีเผื่อ ๆ ไว้ เพื่อการสืบพงศ์พันธ์นะ แต่สมัยนี้ค่านิยมนี้ควรต้องลบออกไปได้แล้ว ประชากรโลกเกือบ 7,000 ล้านคน แทบจะขี่คอกันอยู่อยู่แล้ว คิดใหม่กันได้แล้วนะพวกเจ้าชู้ทั้งหลาย..
ความสุข ความทุกข์ของขึ้นอยู่กับกรรม หรือการกระทำของเรานั่นเอง.. ทำอะไรก็ต้องยอมรับผลตอบแทนจากการกระทำนั้น ๆ
ไม่มีใครแก้กรรมได้ แต่เลือกที่จะก่อกรรมได้ว่าจะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่ว
ผลกรรมที่ย้อนกลับมาอาจจะช้าบ้าง เร็วบ้างแต่ย่อมได้รับกันทุกคน
ขุนแผนเก่งกาจ ยังต้องติดคุก นางพิมพิลาไล ก็ต้องรับกรรมจากคำพูดของตัวเอง
ส่วนตัวก็แค่คิดได้ขึ้นอีกนิดนึง หนอนน้อยก็ลอกคราบเป็นหนอนตัวใหม่ ที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นผีเสื้อต่อไป..
เป็นหนอนที่เบียดเบียนโลกนี้และผู้อื่นให้น้อยที่สุด
และพยายามเป็นประโยชน์ต่อโลกนี้และผู้อื่นให้มากที่สุด..
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553
บ่อน้ำใหม่กับชีวิตที่เปลี่ยนไป
เขียนโดย
Unknown
ที่
21:42
สัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไปหลายเรื่อง เรื่องงานคงไม่มีผลกับชีวิตของผมเท่าไหร่ อย่างที่เคยบอกไว้ว่างานเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญต่ำที่สุดแล้ว สำหรับการใช้ชีวิตของผมในปัจจุบัน
เรื่องแรกคงเป็นเรื่องที่พ่อของเพื่อนเสียไปอีกคนแล้ว หลังจากเดือนก่อนก็เสียไปแล้วหนึ่งคน เสียใจกับเพื่อนด้วย และเนื่องด้วยวัดที่ทำพิธีอยู่แถบเทพารักษ์ ซึ่งไม่มีความคุ้นเคยเลย จึงต้องหาวิธีไปที่เหมาะสมซักหน่อย ไม่สามารถจะไปได้ทันทีทันใด หรือจะเกาะไปกับเพื่อนคนอื่น ๆ ก็คงจะเป็นภาระให้กับเขาอีก รู้สึกเกรงใจ เลยยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี ยังไงก็ขอแสดงความเสียใจกับเพื่อนด้วยนะ
เรื่องต่อมาก็เป็นเรื่องที่บ่อน้ำที่บ้านที่ทำเองกับมือ พังเสียแล้วด้วยฝีมือของเจ้ามะลิ มะระ ทำให้บ่อน้ำที่ทำไว้ มีอายุงานเพียงปีกว่า ๆ ด้วยความที่ไม่อยากให้มีบ่อรั่วอยู่ในบ้าน จึงรื้อออก และซื้อบ่อน้ำสำเร็จมาทำใหม่ ช่วงที่รื้อบ่อเก่าออก ก็พบว่า ปลากรายยังเหลือรอดอยู่หนึ่งตัว ปลานนิลอีกหนึ่งตัว แล้วก็ปลาทองหนึ่งตัว ปลากิม อีกหลายตัว ก็รู้สึกว่าดีนะ ที่ยังไม่เสร็จเจ้ามะลิ มะระ ไปหมด เอาปลาใส่ไว้ในกะละมังวางไว้ หันไปรื้อบ่อเก่าออก เจ้ามะลิ ดูเหมือนจะไม่สนใจ เพราะเพิ่งได้กระดูกชิ้นใหญ่ ไปนอนแทะเล่น แต่เจ้ามะระมาป้วนเปี้ยน เหมือนจะอยากช่วย ช่วยดึงต้นกวนอิมบ้าง ดึงบัวบ้าง... สุดท้ายพอเผลอ ก็งมกะละมัง ไปคาบปลากรายออกไปอีก สงสารปลากราย อุตส่าห์รอดมาตัวเดียว...
ทำบ่อน้ำตั้งแต่เช้า กว่าจะเสร็จก็รวมเวลา 6 ชั่วโมง เป็น 6 ชั่วโมงที่เต็มไปด้วยสมาธิและความทุ่มเทให้กับการทำงาน และยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าร่างกายของผมยังแข็งแรงอยู่ เพราะทำงานหนักออกแรงติดต่อกันได้นานตั้ง 6 ชั่วโมง... บ่อน้ำก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตามรูปนะครับ นั่นเป็นส่วนของเมื่อวานนี้ ล่าสุดวันนี้ ปลานิลตัวสุดท้าย ก็โดนเจ้าสองมะ จัดการไปแล้ว น่าสงสารนะ แต่สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เพราะมันคงมีกรรมผูกพันกับเจ้าสองมะอยู่จึงมาชดใช้กันละมัง...
อีกเรื่องคือที่บ้านมีการติดเครื่องปรับอากาศ ทั้งที่บ้านก็มีอากาศเย็นเกือบตลอดนะ คงไม่เป็นการทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้นหรอกนะ เพราะตั้งใจไว้ว่าจะใช้เมื่อร้อนจริง ๆ เท่านั้น โดยจริง ๆ แล้ว ผมเป็นคนที่นอนห้องปรับอากาศแล้วจะรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวเวลาที่ตื่นนะ แต่เอาเถอะ เพื่อให้กิเลสลดลง ก็สนองกิเลสซักหน่อย อันนี้เป็นข้อคิดนะครับ การที่คนเราจะดับกิเลสนั้น ที่ถูกต้องคงต้องดับที่ต้นเหตุ กิเลส จะได้ไม่ขยายไปที่ส่วนอื่น ๆ แต่นั้นแหละถึงอย่างไรซะ ผมก็ยังไม่สามารถทำได้ตามพุทธธรรมอย่างสมบูรณ์นะ เพียงแต่กิเลสของผมน้อยลงมากเท่านั้น
เนื่องจากเปลี่ยนปีมาอีกหนึ่งปีแล้ว วจีกรรมที่พยายามเปลี่ยนก็เริ่มแล้ว กิเลสก็สะกดได้หลายอย่าง ส่วนออกกำลังกายก็ถือว่าเริ่มจากการทำบ่อน้ำใหม่นี่แหละ
คุณและผมเท่านั้นที่กำหนดได้ เพราะเราไม่ใช่บ่อน้ำ
เรื่องแรกคงเป็นเรื่องที่พ่อของเพื่อนเสียไปอีกคนแล้ว หลังจากเดือนก่อนก็เสียไปแล้วหนึ่งคน เสียใจกับเพื่อนด้วย และเนื่องด้วยวัดที่ทำพิธีอยู่แถบเทพารักษ์ ซึ่งไม่มีความคุ้นเคยเลย จึงต้องหาวิธีไปที่เหมาะสมซักหน่อย ไม่สามารถจะไปได้ทันทีทันใด หรือจะเกาะไปกับเพื่อนคนอื่น ๆ ก็คงจะเป็นภาระให้กับเขาอีก รู้สึกเกรงใจ เลยยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี ยังไงก็ขอแสดงความเสียใจกับเพื่อนด้วยนะ
เรื่องต่อมาก็เป็นเรื่องที่บ่อน้ำที่บ้านที่ทำเองกับมือ พังเสียแล้วด้วยฝีมือของเจ้ามะลิ มะระ ทำให้บ่อน้ำที่ทำไว้ มีอายุงานเพียงปีกว่า ๆ ด้วยความที่ไม่อยากให้มีบ่อรั่วอยู่ในบ้าน จึงรื้อออก และซื้อบ่อน้ำสำเร็จมาทำใหม่ ช่วงที่รื้อบ่อเก่าออก ก็พบว่า ปลากรายยังเหลือรอดอยู่หนึ่งตัว ปลานนิลอีกหนึ่งตัว แล้วก็ปลาทองหนึ่งตัว ปลากิม อีกหลายตัว ก็รู้สึกว่าดีนะ ที่ยังไม่เสร็จเจ้ามะลิ มะระ ไปหมด เอาปลาใส่ไว้ในกะละมังวางไว้ หันไปรื้อบ่อเก่าออก เจ้ามะลิ ดูเหมือนจะไม่สนใจ เพราะเพิ่งได้กระดูกชิ้นใหญ่ ไปนอนแทะเล่น แต่เจ้ามะระมาป้วนเปี้ยน เหมือนจะอยากช่วย ช่วยดึงต้นกวนอิมบ้าง ดึงบัวบ้าง... สุดท้ายพอเผลอ ก็งมกะละมัง ไปคาบปลากรายออกไปอีก สงสารปลากราย อุตส่าห์รอดมาตัวเดียว...
ทำบ่อน้ำตั้งแต่เช้า กว่าจะเสร็จก็รวมเวลา 6 ชั่วโมง เป็น 6 ชั่วโมงที่เต็มไปด้วยสมาธิและความทุ่มเทให้กับการทำงาน และยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าร่างกายของผมยังแข็งแรงอยู่ เพราะทำงานหนักออกแรงติดต่อกันได้นานตั้ง 6 ชั่วโมง... บ่อน้ำก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตามรูปนะครับ นั่นเป็นส่วนของเมื่อวานนี้ ล่าสุดวันนี้ ปลานิลตัวสุดท้าย ก็โดนเจ้าสองมะ จัดการไปแล้ว น่าสงสารนะ แต่สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เพราะมันคงมีกรรมผูกพันกับเจ้าสองมะอยู่จึงมาชดใช้กันละมัง...
อีกเรื่องคือที่บ้านมีการติดเครื่องปรับอากาศ ทั้งที่บ้านก็มีอากาศเย็นเกือบตลอดนะ คงไม่เป็นการทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้นหรอกนะ เพราะตั้งใจไว้ว่าจะใช้เมื่อร้อนจริง ๆ เท่านั้น โดยจริง ๆ แล้ว ผมเป็นคนที่นอนห้องปรับอากาศแล้วจะรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวเวลาที่ตื่นนะ แต่เอาเถอะ เพื่อให้กิเลสลดลง ก็สนองกิเลสซักหน่อย อันนี้เป็นข้อคิดนะครับ การที่คนเราจะดับกิเลสนั้น ที่ถูกต้องคงต้องดับที่ต้นเหตุ กิเลส จะได้ไม่ขยายไปที่ส่วนอื่น ๆ แต่นั้นแหละถึงอย่างไรซะ ผมก็ยังไม่สามารถทำได้ตามพุทธธรรมอย่างสมบูรณ์นะ เพียงแต่กิเลสของผมน้อยลงมากเท่านั้น
เนื่องจากเปลี่ยนปีมาอีกหนึ่งปีแล้ว วจีกรรมที่พยายามเปลี่ยนก็เริ่มแล้ว กิเลสก็สะกดได้หลายอย่าง ส่วนออกกำลังกายก็ถือว่าเริ่มจากการทำบ่อน้ำใหม่นี่แหละ
บ่อน้ำนั้นไม่สามารถทำให้น้ำไหลได้ฉันใด คนเราก็ฝืนความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ฉันนั้น
เพียงแต่จะเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่สูงขึ้น หรือลงสู่ส่วนที่ต่ำลง
วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552
ความเปลี่ยนแปลง
เขียนโดย
Unknown
ที่
14:47
สองอาทิตย์นี้ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ทำงานอยู่ที่ขอนแก่นกับเชียงใหม่...เมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
จากที่ได้เดินทางมาทั้งทำงานและท่องเที่ยวในสองจังหวัดนี้ ปี ๆ นึงก็หลายครั้ง แล้วก็เป็นแบบนี้มาเกือบสิบปีแล้วสังเกตได้ว่าหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนแปลงไป
ความจริงคงไม่เฉพาะสองจังหวัดนี้หรอกแต่เป็นทุก ๆ ที่นั่นแหละ
ที่ขอนแก่นเองก็มีทั้งการสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่อยู่ตรงประตูเข้าเมืองเลย
มองในแง่ดีก็เป็นการสร้างงานสร้างรายได้นะแต่มองอีกที ก็เหมือนกับการขายวัฒนธรรมเดิม ๆ ของชาวบ้านออกไปแล้ว แล้วยังเรื่องทัศนียภาพอีก...
นอกจากห้างแล้ว ยังมีการทำอุโมงค์ลอดทางแยกอีกนะ... ตลาดขายอาหารเล็ก ๆ ที่อยู่หลังมข. ก็เปลี่ยนไปเป็นถนน ที่มีทางเท้าไว้เปิดเป็นร้านขายอาหารถนนข้างมข. ก็มีร้านอาหาร ผับ เกิดใหม่ อีกเยอะแยะ
ช่างเป็นการเพิ่มความเจริญได้อย่างดีจริง ๆ
เช้า ๆ ก็ยังไปกินโจ็ก กับแป้งจี่ ที่เป็นขนมปังฝรั่งเศส ผ่าใส่กุนเชียงกับหมูยอ แล้วปิ้งกินกับซอสพริก เหมือนเดิมพูดถึงอาหารอย่างนี้ที่เวียงจันทร์ฝั่งลาวนี่ก็มีเยอะนะราคาก็ถูกด้วย เครื่องที่ใส่ก็มีเยอะแยะ เสียแต่ว่าขนมปังเป็นแบบขนมปังฝรั่งเศสจริง ๆ เลย แข็งมาก ซื้อสิบบาทกินกันอิ่มเลย.
อ้าว... ไปเวียงจันทร์ได้ไงนี่ อยู่ขอนแก่นอยู่ดี ๆ จริง ๆ ก็ไม่ได้ไปเวียงจันทร์มา 3-4 ปีแล้ว ไปดูว่าอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไป
ขอนแก่นนี่ ที่เปลี่ยนน้อยหน่อยคงเป็นผู้คนที่ยังมีอัธยาศัยดีอยู่ ขอนแก่นก็ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่...
ส่วนที่เชียงใหม่ ก็ยังมีหมอกครัวเยอะแยะเหมือนทุกปี ทั้งที่ทางการก็ประกาศไปแล้ว ก็ยังมีการเผาป่าอีก อันนี้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงเผาก็เพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำเกษตรต่อ ขี้เถ้าทำให้เกิดปุ๋ย แต่ผมว่าไม่คุ้มกับการเสียพื้นที่ป่า เสียสุขภาพ แล้วยังเสียรายได้จากการท่องเที่ยวอีกด้วย เรื่องนี้คงต้องพยายามรณรงค์กันต่อไป สู้เขา เทศบาลเชียงใหม่
เมื่อคืนพาเพื่อนไปกินหมูทอดเที่ยงคืน แค่ 5 ทุ่มกว่า ๆ ก็คนแน่น คิวยาวซะแล้ว ขี้เกียจรอ เลยกลับมานอนดีกว่าเมื่อก่อนก็ไปกินบ่อย ๆ นะ ช่วง 5 ทุ่มเนี่ย แค่คราวนี้สงสัยจะชื่อดังขึ้น คนเลยมารอคิวกันมากขึ้น ก็ดี เงินจะได้หมุนเวียนในระบบ ขับรถดูทั่ว ๆ เมือง เชียงใหม่ก็ยังเป็นเมืองเชียงใหม่อยู่ดี มีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนที่อื่น ผมไม่เห็นด้วยกับการเวนคืนบ้านพื้นเมือง บ้านเก่า ๆ แล้วเอามาขยายถนนคนที่มาเชียงใหม่คงไม่ได้หวังว่าจะด้วยนั่งรถสะดวกสบายไปทั้งเมืองนะ ... ไม่อย่างนั้นคุณจะสัมผัศเชียงใหม่ใกล้ ๆ ได้ยังไงกัน ก็เห็นเขาเขียนแผ่นป้ายคัดค้านกันทั่วเมืองเชียงใหม่ ไม่รู้ว่าทางเทศบาลเมืองจะเอายังไงกัน ส่วนตัวผมว่าอย่าขยายเลย ถนนน่ะ ของเก่า ๆ มันหมดไปเยอะแล้วรักษาเอาไว้บ้างเถอะนะ
อีกเรื่องก็คงเป็นเรื่องสนามบิน ที่เขาเถียงกันอยู่ว่าจะเป็น Single airport น่ะ บ้านเรามันไม่ได้เล็กอย่างสิงคโปร์เขา จะได้มีสนามบินเดี่ยวจะเสียหายตรงไหน ถ้ามีสนามบิน 2 สนามบินเป็นสนามบินหลักของประเทศ ผมว่ามันน่าจะดีกว่านะ แล้วจากประสบการณ์ของผมที่เดินทางทั้งสองสนามบินนี้มาหลายครั้งทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผมว่าดอนเมืองสะดวกกว่าสุวรรณภูมิ ในแง่การเดินทางนะ
ถ้าเปรียบเทียบดอนเมืองสำหรับผมก็เป็นเหมือนคนเอเซีย รู้สึกอบอุ่น งดงาม วางใจได้ ถึงจะเก่า แต่ก็ดูแลดีส่วนสุวรรณภูมิ เป็นเหมือนคนตะวันตก แข็งกร้าว เข้มแข็ง สวยงาม ทันสมัย แต่ไม่มีความอบอุ่น ... ยังไงก็สนับสนุนให้ใช้สองสนามบินดีกว่านะรัฐฯนะ
มาที่สนามบินได้ไงเนี่ย?แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงมาถึง
ก็คงต้องยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นละนะ
ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดาของทุกสิ่ง
การปรับปรุงเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง
ก็คงต้องใช้คำขวัญส่วนตัวละนะ "ไม่มีอัตตา ไม่มีทุกข์"
เมื่อไม่รู้สึกว่าเป็นตวกู ของกู ก็มองเห็นข้อดีและข้อเสียของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
จากที่ได้เดินทางมาทั้งทำงานและท่องเที่ยวในสองจังหวัดนี้ ปี ๆ นึงก็หลายครั้ง แล้วก็เป็นแบบนี้มาเกือบสิบปีแล้วสังเกตได้ว่าหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนแปลงไป
ความจริงคงไม่เฉพาะสองจังหวัดนี้หรอกแต่เป็นทุก ๆ ที่นั่นแหละ
ที่ขอนแก่นเองก็มีทั้งการสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่อยู่ตรงประตูเข้าเมืองเลย
มองในแง่ดีก็เป็นการสร้างงานสร้างรายได้นะแต่มองอีกที ก็เหมือนกับการขายวัฒนธรรมเดิม ๆ ของชาวบ้านออกไปแล้ว แล้วยังเรื่องทัศนียภาพอีก...
นอกจากห้างแล้ว ยังมีการทำอุโมงค์ลอดทางแยกอีกนะ... ตลาดขายอาหารเล็ก ๆ ที่อยู่หลังมข. ก็เปลี่ยนไปเป็นถนน ที่มีทางเท้าไว้เปิดเป็นร้านขายอาหารถนนข้างมข. ก็มีร้านอาหาร ผับ เกิดใหม่ อีกเยอะแยะ
ช่างเป็นการเพิ่มความเจริญได้อย่างดีจริง ๆ
เช้า ๆ ก็ยังไปกินโจ็ก กับแป้งจี่ ที่เป็นขนมปังฝรั่งเศส ผ่าใส่กุนเชียงกับหมูยอ แล้วปิ้งกินกับซอสพริก เหมือนเดิมพูดถึงอาหารอย่างนี้ที่เวียงจันทร์ฝั่งลาวนี่ก็มีเยอะนะราคาก็ถูกด้วย เครื่องที่ใส่ก็มีเยอะแยะ เสียแต่ว่าขนมปังเป็นแบบขนมปังฝรั่งเศสจริง ๆ เลย แข็งมาก ซื้อสิบบาทกินกันอิ่มเลย.
อ้าว... ไปเวียงจันทร์ได้ไงนี่ อยู่ขอนแก่นอยู่ดี ๆ จริง ๆ ก็ไม่ได้ไปเวียงจันทร์มา 3-4 ปีแล้ว ไปดูว่าอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไป
ขอนแก่นนี่ ที่เปลี่ยนน้อยหน่อยคงเป็นผู้คนที่ยังมีอัธยาศัยดีอยู่ ขอนแก่นก็ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่...
ส่วนที่เชียงใหม่ ก็ยังมีหมอกครัวเยอะแยะเหมือนทุกปี ทั้งที่ทางการก็ประกาศไปแล้ว ก็ยังมีการเผาป่าอีก อันนี้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงเผาก็เพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำเกษตรต่อ ขี้เถ้าทำให้เกิดปุ๋ย แต่ผมว่าไม่คุ้มกับการเสียพื้นที่ป่า เสียสุขภาพ แล้วยังเสียรายได้จากการท่องเที่ยวอีกด้วย เรื่องนี้คงต้องพยายามรณรงค์กันต่อไป สู้เขา เทศบาลเชียงใหม่
เมื่อคืนพาเพื่อนไปกินหมูทอดเที่ยงคืน แค่ 5 ทุ่มกว่า ๆ ก็คนแน่น คิวยาวซะแล้ว ขี้เกียจรอ เลยกลับมานอนดีกว่าเมื่อก่อนก็ไปกินบ่อย ๆ นะ ช่วง 5 ทุ่มเนี่ย แค่คราวนี้สงสัยจะชื่อดังขึ้น คนเลยมารอคิวกันมากขึ้น ก็ดี เงินจะได้หมุนเวียนในระบบ ขับรถดูทั่ว ๆ เมือง เชียงใหม่ก็ยังเป็นเมืองเชียงใหม่อยู่ดี มีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนที่อื่น ผมไม่เห็นด้วยกับการเวนคืนบ้านพื้นเมือง บ้านเก่า ๆ แล้วเอามาขยายถนนคนที่มาเชียงใหม่คงไม่ได้หวังว่าจะด้วยนั่งรถสะดวกสบายไปทั้งเมืองนะ ... ไม่อย่างนั้นคุณจะสัมผัศเชียงใหม่ใกล้ ๆ ได้ยังไงกัน ก็เห็นเขาเขียนแผ่นป้ายคัดค้านกันทั่วเมืองเชียงใหม่ ไม่รู้ว่าทางเทศบาลเมืองจะเอายังไงกัน ส่วนตัวผมว่าอย่าขยายเลย ถนนน่ะ ของเก่า ๆ มันหมดไปเยอะแล้วรักษาเอาไว้บ้างเถอะนะ
อีกเรื่องก็คงเป็นเรื่องสนามบิน ที่เขาเถียงกันอยู่ว่าจะเป็น Single airport น่ะ บ้านเรามันไม่ได้เล็กอย่างสิงคโปร์เขา จะได้มีสนามบินเดี่ยวจะเสียหายตรงไหน ถ้ามีสนามบิน 2 สนามบินเป็นสนามบินหลักของประเทศ ผมว่ามันน่าจะดีกว่านะ แล้วจากประสบการณ์ของผมที่เดินทางทั้งสองสนามบินนี้มาหลายครั้งทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผมว่าดอนเมืองสะดวกกว่าสุวรรณภูมิ ในแง่การเดินทางนะ
ถ้าเปรียบเทียบดอนเมืองสำหรับผมก็เป็นเหมือนคนเอเซีย รู้สึกอบอุ่น งดงาม วางใจได้ ถึงจะเก่า แต่ก็ดูแลดีส่วนสุวรรณภูมิ เป็นเหมือนคนตะวันตก แข็งกร้าว เข้มแข็ง สวยงาม ทันสมัย แต่ไม่มีความอบอุ่น ... ยังไงก็สนับสนุนให้ใช้สองสนามบินดีกว่านะรัฐฯนะ
มาที่สนามบินได้ไงเนี่ย?แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงมาถึง
ก็คงต้องยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นละนะ
ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดาของทุกสิ่ง
การปรับปรุงเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง
ก็คงต้องใช้คำขวัญส่วนตัวละนะ "ไม่มีอัตตา ไม่มีทุกข์"
เมื่อไม่รู้สึกว่าเป็นตวกู ของกู ก็มองเห็นข้อดีและข้อเสียของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)