แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใจเป็นสุข แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใจเป็นสุข แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
สวัสดีบึงแก่นนคร
เขียนโดย
Unknown
ที่
11:11
อันเนื่องมาจากการไปทำงานต่างจังหวัด คราวนี้มาขอนแก่น อยากลองเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต สำหรับการมาทำงานต่างจังหวัดดูบ้าง
พอไปถึงเลยออกไปวิ่งรอบบึงแก่นนคร จุดประสงค์หลักคือต้องการเอาชนะใจตัวเอง ที่มันไม่ได้วิ่งมาเป็นปีแล้ว ดูซิว่าจิตใจยังแข็งแกร่งพอที่จะส่งแรงไปให้กับร่างกายได้ไหม?
เดินจากที่พัก ไปจนถึงบึงแก่นนคร แล้วจึงวิ่ง ๆ เดิน ๆ ไปเรื่อย ๆ ครบรอบบึงแล้วเดินกลับที่พัก ด้วยระยะทางรอบบึงประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ทำให้มองเห็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งที่มาขอนแก่นเป็นสิบครั้ง มาที่บึงแก่นนครตามหลายครั้ง แต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลย
ระหว่างที่วิ่งมองไปรอบตัวก็พบเห็นกับหลายสิ่งหลายอย่าง คนมาวิ่งออกกำลังกาย มาเดี่ยว มาคู่ บางคนจูงหมามาเดินเล่น บ้างขี่จักรยาน บ้างมานั่งพักผ่อน บ้างก็มีของกินมานั่งกินกันด้วย
หลายคนก็เดินไปเรื่อย ๆ มีทุกวัย ทั้งเดิน วัยรุ่น หนุ่มสาว และสูงอายุ คนเหล่านี้ เมื่อหมดหน้าที่ในชีวิตประจำวันก็คงมาที่บึงแก่นนครนี่แหละ
เพื่อผ่อนคลาย เพื่อออกกำลัง เพื่อมาเดินชมนกชมไม้ เพื่อมาเดินชมสาว ๆ แต่สิ่งที่เหมือน ๆ กันก็คือ ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ ไม่กดดัน ไม่เครียด
เป็นการออกวิ่งในสถานที่แปลกใหม่ ที่มีความสุขมาก เพราะเพียงเห็นคนมีความสุข หรือเมื่ออยู่ในกลุ่มคนที่มีความสุข ตัวเราเองก็มีความสุขไปด้วยแล้ว
เมื่อกลับมาสำรวจตัวเอง ก็พบว่าจิตใจยังแข็งแกร่ง พอที่จะส่งแรงไปให้ร่างกายทำจนครบตามความตั้งใจได้ แม้ว่าผลลัพธ์จะทำให้แข้งขาตึงไปหมด
แต่ทั้งร่างกายและจิตใจก็แข็งแรงขึ้นตามไปด้วย ไม่มีการเจริญเติบโตใด ที่ไม่แลกมาด้วยความเจ็บปวดหรอก
โลกเรานี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ลองทำ หรือพบเห็น หากไม่เริ่มและเมื่อไหร่จะเจอะเจอ
สวัสดีบึงแก่นนคร
วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
โทสะบังตา อคติบังใจ
เขียนโดย
Unknown
ที่
16:05
ปล่อยมาซะนานหลังเรื่องล่าสุด เรื่องที่คิดและอยากบันทึกยังมี แต่ยังไม่อยากเอาออกมา เวลาที่ผ่านมา ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ดูแลความคิดและจิตใจของตัวเองเป็นหลัก จนคิดว่าควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีในระดับหนึ่ง
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องมีบทพิสูจน์ ครึ่งเดือนก่อน ก็ได้พิสูจน์กันว่า ยังคงปล่อยให้ความไม่พอใจ เข้าครอบงำได้ง่าย สำหรับเรื่องบางเรื่อง
ความไม่พอใจ ที่เกิดจากผู้อื่น กลับทำให้ขาดความระมัดระวังในการขับรถ ถอยรถเข้าบ้านตัวเอง ชนเสาบ้านซะอย่างงั้น
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คิดได้จากเหตุการณ์นี้ก็คือ หากปล่อยให้ความโกรธ ความไม่พอใจ เข้ามาครอบงำ ก็คงเป็นกับคนหูหนวก ตาบอดที่ไม่สามารถเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้องได้
การที่ปล่อยให้ตัวเองต้องจมอยู่กับความเศร้า จากการที่แมวตาย ถึงจะรู้สึกว่าช่วยมันไว้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังคงปล่อยให้จมอยู่กับความเศร้านั้นตั้งนาน
เรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ามาในช่วงนี้ก็อย่างเรื่องของการทำงานร่วมกับผู้อื่น บางครั้ง คนที่เคยทำงานมานานแต่ไม่ใช่งานที่มีการคิด ประมวลผล แก้ปัญหา และวางแผน เมื่อมาทำงานของตัวเองแล้ว คงต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งมันสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า ประสบการณ์และความรู้ย่อมต้องไปด้วยกัน เพื่อให้ประสบผลได้ดียิ่งขึ้น
หลากเรื่องหลายราว คงนำมาแปลงเป็นข้อความเพื่อลดภาระการจดจำของสมองตัวเองลงกันบ้าง คงไม่เฉพาะเจาะจงกันบ้างว่าจะเขียนในช่วงไหน เอาเป็นว่าทุกวันอาทิตย์หลังเที่ยงก็แล้วกัน
เป็นการสัญญากับตัวเอง สัญญาเพื่อที่จะรักษาสัญญา
อ่านเรื่องขององค์ทะไลลามะ ใน National Geographic Thailand เล่มล่าสุด แล้วก็เห็นว่ามีความคิดไปในแนวทางเดียวกัน "การศึกษาเป็นเรื่องสากล ศาสนาไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีวันเป็นสากล"
อย่าไปยึดมั่น ถือมั่นกับอะไรกันมากนักนะ
ปล่อยให้โทสะบังตา ก็เหมือนคนที่ปิดตาไปข้างหนึ่ง
หากปล่อยให้อคติบังใจด้วย ตาอีกข้างก็คงถูกปิดไปด้วย
ขอให้ทุกคนละโทสะ วางอคติ ได้มาก ๆ นะ เพื่อจะได้มองโลกนี้ได้กว้าง ๆ เต็มตาตัวเอง อย่างที่โลกใบนี้เป็น จะได้พบกับแง่มุมใหม่ ๆ จริง ๆ
วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555
ว่าด้วยหนังสือ
เขียนโดย
Unknown
ที่
20:29
วันนี้ได้ไปเดินร้านหนังสือ หาซื้อหนังสือสำหรับเรื่องเฉพาะทางเรื่องหนึ่ง ทำไมต้องไปเดินดูร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้า? ทำไมร้านหนังสือไม่มาทำหน้าร้านของตัวเองไปเลย?
เป็นแค่คำถามลอย ๆ นะ เพราะคำตอบน่าจะเป็นในห้างสรรพสินค้า มีหลายสิ่งหลายอย่างทำให้มีคนหลากหลายเข้ามา จึงมีโอกาสมากกว่าออกไปตั้งร้านเฉพาะร้านหนังสือ แต่ถ้ามีสถานที่เฉพาะร้านหนังสือไปเลย หลาย ๆ ร้าน ก็น่าจะเป็นแหล่งที่จะดึงดูดคนไปได้นะ ทำยังไงให้คนที่คิดจะซื้อหนังสือ ต้องนึกถึงสถานทีอย่างที่ว่านี้เป็นแห่งแรก ถ้าทำได้ชีวิตคงมีความสุข
ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าในร้านหนังสือ 3 ร้าน เพื่อจะพบว่าหนังสือคอมพิวเตอร์ประเภทที่เขียนบนปกว่าขายดีที่สุด เป็นหนังสือที่เหมือนเอาเด็กมาเขียนเพื่อให้เด็กอ่าน หนังสือคอมพิวเตอร์เยอะจริง ๆ แต่ที่ดีหรือเหมาะสม ผมว่าน้อยถึงน้อยมากนะ สรุปว่าไม่ได้หนังสือเรื่องที่ต้องการ เดินมาอีกหน่อยหนังสือการใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นนั้นรุ่นนี้อย่างถึงแก่น ชีวิตการใช้โทรศัพท์มันต้องยากขนาดอ่านหนังสือเลยเหรอ?
ยังไงก็ไม่ได้หนังสือที่ต้องการละ เดินหาหนังสือที่อยากอ่านดีกว่า "คนไทยทิ้งแผ่นดิน" ไม่น่าเชื่อว่าทั้ง 3 ร้านไม่มีหนังสือเล่มนี้อีก สงสัยคงต้องไปหามือสองซะละมั้ง
เอาน่ะงั้นเดินหาวรรณกรรมไทยมาอ่านบ้าง เดินไปที่ชั้นหนังสือมองไปมองมาก็ไม่มีน่าสนใจ ลองเปิดอ่าน ๆ ก็ไม่เห็นจะมีอะไร นักเขียนใหม่ก็เยอะขึ้น นักเขียนเก่าก็เขียนน้อยลง แต่เห็นหนังสือของคุณนิ้วกลมอยู่หลายเล่มหลายเรื่องหลายปก ก็น่าสนใจนะแต่ยังไม่เคยอ่านของนักเขียนคนนี้เลย เอาไว้ก่อนละกัน หนังสือส่วนใหญ่เป็นนิยายหน้าปกรูปการ์ตูนสวย ๆ เยอะมาก จนลายตา แต่เป็นหนังสือที่อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจเลยข้ามไปก่อน
หนังสือแนะนำที่จัดวางไว้ก็ไม่น่าจะน่าสนใจหรือขายดีขนาดนั้น เลยไม่แน่ใจว่าที่แนะนำหนังสือที่ชั้นน่ะ จัดวางตามที่สายส่งให้ราคาดีรึเปล่า เดินไปเดินมาเมื่อยก็เมื่อยหิวก็หิว ก่อนออกจากร้านเลยซื้อเชอร์ล็อกโฮล์มส์ทั้งชุดแทน ยังไงก็เล็งไว้ว่าจะอ่านตั้งนานแล้ว เลยซื้อกลับมาเลยละกัน
สรุปว่าเวลา 2 ชั่วโมงกว่าที่ใช้ไปวันนี้ทำให้รู้จักโลกเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
หนังสือที่เยอะมากเป็นหนังสือเรื่องของความสุขและศาสนา ซึ่งหมายความว่าคนเราปัจจุบันไม่มีความสุขกันเยอะ ทำให้หนังสือแบบนี้มีมากตามไปด้วย
แต่ไม่รู้ว่าที่ซื้อ ๆ กันไปน่ะ เอาไปอ่านรึเปล่า หรือ อ่านแล้วคิดรึเปล่า คิดแล้วก็ทำรึเปล่า หนังสือลักษณะนี้ถึงมากขั้นเรื่อย ๆ ที่ชั้นหนังสือ
ความสุขมันก็ไม่น่าจะหายากขนาดนั้นนะ คนเรานี่มองกันไกลตัวไปรึเปล่านะ
ความสุขมันก็อยู่รอบ ๆ ตัวเราเองนี่แหละ
ว่าแล้วก็เตรียมตัวเข้าไปสู่โลกของโคนัน ดอยล์ดีกว่า
วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555
ต้นไม้ไม่เคยตายจริง ๆ หรอก
เขียนโดย
Unknown
ที่
20:52
หายไปอีกพักใหญ่ ๆ ไม่ใช่ไม่มีเรื่องให้คิดให้เล่า แต่ไม่รู้เล่าออกมาในรูปแบบไหน ก็ถือโอกาสนี้เริ่มใหม่เลยละกัน
เดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมาปลูกต้นไม้ไปหลายอย่าง ถั่วพลู ถั่วปี บวบเหลี่ยม ไผ่ มะกรูด ก็ปลูกตามรั้วกันไป ส่วนผักโขม ผักคะน้า ผักชี ก็ลองปลูกดู คราวนี้กันศัตรูพืชตัวฉกาจอย่างเจ้าสองมะ ด้วยการเอามาปลูกใส่กระถาง แล้ววางไว้ระเบียงหลังบ้านกันเลย
ถั่วพลู ถั่วปี บวบเหลี่ยม ผักโขม นี่ซื้อเมล็ดมาจากที่ชาวบ้านเขาเอามาขาย ปลูกแล้วก็ขึ้นไปตามระยะเวลาที่เหมาะสมกับมัน
ส่วนคะน้า กับผักชี นี่ซื้อเมล็ดที่ขายซองมา ใช้ไปบ้างแล้ว ที่เหลือเก็บมาเกือบปี พอเอามาปลูก คะน้ายังขึ้นอยู่ แต่ผักชีนี่ไม่ขึ้นซักต้น
คิดว่าน่าจะมีการเคลือบสารอะไรไว้นะ ไปซื้อมาใหม่ อ่านข้างซอง เป็นเมล็ดที่เก็บผลผลิตจากอเมริกา นี่เราต้องซื้อเมล็ดผักมาปลูกจากอเมริกาเหรอเนี่ย
เป็นความรู้ใหม่ที่ทำให้รู้สึกมึนไปพอสมควร ประเทศเกษตรกรรม ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากประเทศอุตสาหกรรม
ซึ่งคงเป็นหนึ่งใหนเหตุผลที่ชาวสวนบ้านเราไม่สามารถต่อรองเรื่องราคาตลาดได้ นอกเหนือจากการรวมตัวกันไม่ติดแล้วนี่
ยังสงสัยอยู่ว่าแล้วผักชีใหม่ที่ปลูกแค่ 2 วันก็ขึ้นแล้วนี้จะเป็นเมล็ดพันธุ์ GMO ไหม? แค่นึกก็กังวลแล้ว
ทำไมบ้านเราไม่ทำธนาคารเมล็ดพันธุ์บ้างนะ จะได้เก็บพันธุ์แท้บ้านเราไว้บ้าง ผมอยากปลูกต้นไม้พันธุ์พื้นเมืองเดิม ๆ นะ แต่กิ่งหรือเมล็ดหายากจัง คิดว่าคงมีการสูญพันธุ์ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครจดบันทึกไว้
พูดถึงเรื่องธนาคารเมล็ดพันธุ์ ผมเก็บไว้หลายชนิดใส่ขวดใส่ตู้เย็นไว้ ใครอยากได้ก็บอกนะแจกฟรี ช่วย ๆ กันปลูกต้นไม้ มองดูมันเติบโตกันบ้าง
ผมชอบต้นไม้ ชอบกล้วยไม้ เพราะพวกมันเป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมรู้สึกว่าขนาดต้นไม้ยังไม่เคยยอมแพ้ พยายามจะมีชีวิตอยู่ แล้วคนเราจะท้อแท้อะไรมากมาย จะเอาอะไรกับชีวิต
ต้นไม้ กล้วยไม้หลายอย่างก็อยู่เหมือนจะตายตั้งนาน เพื่อรอเวลาฝนตก แล้วจะงอกงามขึ้นใหม่ บางอย่างทิ้งใบทั้งหมดเพื่อออกดอกสวย ๆ หรือออกผลเพื่อสืบทอด
คิด ๆ ดู พืชนี่มันเคยตายจริง ๆ รึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะมันก็มีเมล็ดพันธุ์ ออกมาเติบโต แทนตัวมันอยู่เสมอ
นี่ก็ลองปลูกใหม่อีก ซื้อเมล่อนญี่ปุ่นมากิน แล้วก็เอาเมล็ดมาปลูก ก็งอกขึ้นมาใหม่ได้อีกนะ แล้วการเกิดใหม่นี่ก็สวยงามจริง ๆ
การปลูกต้นไม้ หรือเลี้ยงกล้วยไม้ด้วยตัวเอง ก็เป็นการฝึกจิตใจ ฝึกสมาธิ ฝึกความอดทนได้ แล้วยังเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กับผมได้อีกด้วย
ปลูกด้วยตัวเอง ใส่ใจ ดูแล และ เฝ้ามอง อย่าเพียงต้องการครอบครอง และคอยมองดูมันค่อย ๆ ตายไป
การปลูกต้นไม้ หรือเลี้ยงกล้วยไม้น่ะ ไม่ได้ใช้แค่มือและความรู้ แต่ต้องใช้ใจด้วย
ใจเป็นสุข ทุกอย่างก็เย็น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)